วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

การเลือกร้านเครื่องเสียงรถยนต์ในการติดตั้งในรถที่่รักของท่านเอง

หลายๆคนคงจะหน้ามืดไปหมดเวลาเจอข้อมูลต่างๆตามเวปไซค์ ตามโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือตามงานมอเตอร์โชว์ ร้านเครื่องเสียงแต่ละร้านมีโปรโมชั่น และ การโฆษณาชวนให้เชื่อ หลากหลายรูปแบบ แตกต่างกันออกไป หลายคนสืบเสาะแสวงหาจนมึนไปหมด ว่าจะเลือกแบบไหนดี หรือ ทำกับร้านไหนดี เอาเป็นว่าผมสรุปให้อ่านกันง่ายๆนะครับ



1 ร้านเครื่องเสียงประเภทร้านประดับยนต์ ร้านแบบนี้มีเยอะมากครับ ส่วนมากจะเน้นติดฟิมล์ ซ่อมแอร์ ขายที่ปัดน้ำฝน ขายรีโทมเซ็นทรัลล๊อก ขายไฟซีนอล อะไรประมาณนั้น แต่ไม่เน้นเครื่องเสียงมากมาย ร้านประเภทนี้ แบ่งย่อยออกเป็น 2 แบบครับ

1.1 ร้านที่เจ้าของร้านทำเอง ติดตั้งเอง และมีลูกมือ 1-3 คนครับ ร้านแนวนี้ถ้าเจอเจ้าของที่มีความรู้ดี ความชำนาญการณ์ติดตั้งมานานๆจะดีมากครับ เพราะเจ้าของทำเองทุกขั้นตอน ดูแลเอง และ จูนเสียงเอง งานจะออกมาดี และค่อนข้างจะไม่มีปัญหาต่อระบบเดิมๆของรถ ที่สำคัญราคาไม่แพง

1.2 ร้านที่เจ้าของไม่ได้ทำเอง และ ไม่่ค่อยจะรู้เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์ แต่เจ้าของจะเน้นขายอุปกรณ์ประดับยนต์ซะมากกว่า อาจจะมีช่างประจำ 1-3 คน และช่างที่ไม่ประจำเรียกมาได้แล้วแต่สถานการณ์ ร้านประเภทนี้ ส่วนมากจะเป็นร้านที่รับติดตั้ง คือท่านสามารถหาซื้่อของมาเองได้เลยแล้วไปจ้างเขาติดตั้งให้ประมาณนั้น แต่ร้านแนวนี้ ตัวท่านเองต้องมั่นใจว่าท่านเองก็ต้องมีวิชาความรู็เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์พอสมควรนะครับ เพราะถ้าเจอช่างที่มั่วๆหน่อย รถท่านเองจะเสียหายได้ เพราะเจ้าของร้านเขาไม่รู้เรื่องเครื่องเสียงหรอกครับ เขาไม่รู้หรอกว่าช่างทำถูก หรือ ทำผิด เขาเป็นแค่ เถ้าแก่ หรือ อาเจ้ ก็เท่านั้นครับ แต่ถ้าเจอร้านแนวนี้ที่ช่างเก่งๆ ก็โชคดีไปครับ

2 ร้านเครื่องเสียงที่เน้นขายระบบ ส่วนมากจะเป็นร้านระดับกลางๆ ครับ เจ้าของร้านค่อนข้างจะอายุไม่มากแต่วิชาความรู้เยอะพอตัว เป็นร้านแนวใหม่เกิดขึ้นเยอะ ไม่ได้เน้นขายของ แต่เน้นระบบติดตั้งตามตำรา ร้านประเภทนี้ท่านสามารถซื้อของไปให้เขาติดตั้งได้ แต่ค่าแรงติดตั้ง และค่าอุปกรณ์ที่เขาใช้ในการติดตั้งจะแพงมากพอสมควรครับ เพราะเขาคิดค่าวิชาความรู้การในการติดตั้งของเขาครับ และ เขาอาจจะมีลูกน้อง 4-8 คน ขนาดร้านอาจจะเป็นร้านตึกแถว 3-4 ห้องติดกัน จอดรถได้ทีละ 4-5 คันในร้าน
ร้านประเภทนี้จะทำงานระบบนานหน่อยรถ 1 คันติดตั้งลำโพง แดมม์ประตู เปลี่ยนวิทยุ ใส่แอมม์ อาจจะใช้เวลา 3-7 วันทำงาน เพราะเขารับรถเข้าร้านตลอดแล้วค่อยๆทยอยทำไปเรื่อยๆ ครับ เร่งมากไม่ได้เดี่ยวงานไม่ดี

3 ร้านเครื่องเสียงระดับใหญ่ โฆษณาเยอะ มีบู๊ตใหญ่ๆในงานมอเตอร์โชว์ ออกงานทุกปี ไปเมื่อไหร่ เจอเมื่อนั้น ร้านประเภทนี้เขาทำธุรกิจ หลัก 100 ล้าน พันล้าน ครับ เขาเสียงค่าโฆษณา แต่ละปีไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้าน บาท เขามีโรงงาน หรือ พื้นที่การติดต้้งเครื่องเสียงที่ใหญ่มากๆรับรถได้ ที่ละ 20-30 คันสบายๆ ร้านประเภทนี้จะมีช่างที่ชำนาญการณ์ประจำอยู่ร้านละ 2-3 คน และมีช่างลูกมือ ช่างฝึกหัดอีก 20-30 คน บางร้านมีช่างและทีมงานติดตั้งเกือบ 100 คน รวมพนักงานขายหน้าร้านด้วยนะครับ

ร้านแนวนี้ ผมรับลองได้เลยว่าคุณแทบจะไม่ได้เจอเจ้าของร้านเลย เพราะเขาทำงานรูปแบบ บริษัท ครับ คนที่คุณคุยด้วยส่วนมากจะเป็น Sale หรือ หัวหน้าช่างซะส่วนมาก โอกาศที่จะเจอเจ้าของจริงอาจจะซัก 1 ในร้อยมั้งครับ เพราะเขารวยมากและเขาจ้างคนเยอะเลยไม่มีความจำเป็นต้องมาทำงานเองครับ

ร้านใหญ่ๆแบบนี้ ถ้าเจอทีมช่างที่ดีก็โชคดีไป ถ้าเจอทีมช่างที่ห่วยก็ห่วยแตกไปเลยครับ ราคาก็คงต้องแพงหน่อยเหมือนซื้อของตามห้าง Central / Paragon ย่อมแพงกว่าซื้อของตามร้านทั่วไป

เอาหละถ้าเป็นท่านจะเลือกแบบไหน หละครับ ตามประสพการณ์ของผมที่เป็นผู้บริโภคมาก่อน แรกๆผมก็จะเลือกร้านใหญ่ๆไวก่อนเพราะผมไม่มีความรู้ มากมาย มีแต่เงิน และความอยากที่จะเปลี่ยนเครื่องเสียงเท่านั้น ครับ ดังนั้นก็ต้องยอมซื้อของที่แพง เพราะคิดว่าจ่ายแพงแล้วต้องดี ตามราคา

พอติดตั้งเครื่องเสียงรถคันแรกเสร็จก็ใช้งานไปสักระยะเริ่มศึกษากันมากหน่อย อ่านหนังสือเยอะขึ้น เรียนรู้จากเวปไซค์ต่างๆ เริ่มพอมีความรู้บ้างก็จะเริ่มซื้อของเอง สเปคสินค้าเอง แล้ววิ่งไปหาร้านแบบที่ 2 คือ เน้นเจ้าของที่ไม่แก่มาก คุยเรื่องระบบรู้เรื่องเพราะมีความร้สึกว่าไฟแรงเหมือนกัน ร้อนวิชาเหมือนกันเราก็ศึกษามาเยอะ พอสมควร อยากจะรู้ว่าทำตามตำราเลย สายลำโพงใช้ของแพงเลย อุปกรณ์ต่างๆก็ใช้ของดีมี Brand ตามที่ศึกษามาทั้งหมด วัสดุในการติดตั้งก็เน้นของดี ไม้ลำโพงต้องเป็นไม้แท้เหมือนลำโพงบ้าน แจ็คต่อพ่วงต่างๆก็ต้องเป็นแจ็คทองคำบริสุทธิ์ สรุปทุกอย่างเอาดีที่สุด สเปคสูงหมดตามตำราพิชัยสงครามเสียค่าติดตั้งและอุปกรณ์ต่อเนื่องของการติดตั้งเต็มที่ เกือบๆ 3-4 เท่าของราคาอุปกรณ์หลักๆ ที่หาซื้อมาจากแหล่งที่คิดว่าถูกที่สุด  ตอนซื้ออุปกรณ์หลักเช่นจอวิทยุ ลำโพง แอมม์ ก็หาซื้อจากร้านในเนต หรือ ร้านในตลาดขายส่งที่คิดว่าถูกที่สุด เท่าที่หาได้ เสียเวลาซื้อของ อยู่เกือบเดือน เสียค่าโทรศัพย์โทรสอบถาม ต่อรองราคา เสียค่าน้ำมันวิ่งไป 4 มุมโลกเพื่อหาของถูก แต่ยอมจ่าค่าติดตั้งที่แพงมากแบบลืมตัว เพราะร้อนวิชา และ คิดว่าน่าจะดี

สุดท้ายพอเริ่มมีอายุ มากขึ้น รถที่บ้านมี 3-4 คัน เริ่มถึงจุดๆที่เป็นผู้บริหาร มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง เวลาศึกษาเรื่องของแต่งรถน้อยลง เริ่มมีครอบครัว มีภรรยา มีลูก ก็จะเริ่มตั้งโจทย์อีกแบบครับ คราวนี้ไปหาร้านแบบที่ 1.1 ก็พอเพียง เจ้าของร้านทำเอง เจ้าของร้านมีความรู้แม่นยำพอสมควร ไม่ยัดเยียดสินค้า Over Spec มากมาย ไม่ทำอะไรที่เกินความจำเป็นเยอะ งบประมาณก็ลงตัวไม่แพงมากจนรับไม่ได้ เขาเรียกว่าสูงสุด คืนสู่สามัญครับ

ท้ายที่สุดอย่าลืมว่าเครื่องเสียงของรถของท่านไม่มีค่าอะไรเลยถ้าลงทุนไปแล้วเอามาฟังข่าว FM นะครับ และ ถ้าทำระบบลำโพง เครื่องเสียง แพงๆ แล้วเอามาดูการ์ตูนหนัง Copy 3 แผ่นร้อยเสียงแปลไทยอีกต่างหาก รับลองผมว่าไม่มีทางคุ้มครับ เสียเงินค่าเครื่องเสียง 1 แสนบาทแต่ใช้จริง 2 หมื่นบาท แล้วจะจ่ายแพงไปเพื่ออะไร หละครับ ที่สำคัญที่สุดนึกถึงตอนจะขายรถด้วยนะครับ เครื่องเสียงในรถของท่านจะไม่มีค่าแม้แต่บาทเดียวตอนที่ท่านขายรถนะครับ ราคาขายรถมือ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับราคาชุดเครื่องเสียงในรถของท่านเลยครับ คนที่จะซื้อรถมือ2 ส่วนมากจะไม่ชอบรถแต่งมาเยอะๆ เขาจะชอบรถสแตนดาร์ทมากกว่า ครับ

สุดท้ายจริงๆเลยนะครับ บางร้านเอาคนพิการทางหู คือหูไม่ค่อยดี มาติดตั้งเครื่องเสียง แล้วเขาจะจูนเสียงให้ท่านได้อย่างไร ครับ บางร้านเอาคนที่มีประวัติเสพยาเสพติดมาก่อน เป็นวัยรุ่นไม่เรียนหนังสือมาขายของให้ท่าน ท่านจะไว้ใจเขาได้ยังไงในการจัดชุดเครื่องเสียงตามงบประมาณที่ท่านมี ท่านคิดหรือว่าจะได้ของที่ดีที่สุดสำหรับท่านหละครับ


วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำเครื่องเสียงรถยนต์ใหม่โดยการใช้วิทยุเดิมดีหรือเปล่า


มีหลายๆคนที่อยากจะอัพระบบเสียง ระบบลำโพงให้มีมิติที่ดีกว่าของเดิมที่ติดรถมา แต่ไม่อยากจะเปลี่ยนฟร้อน ถามว่าทำได้ไหม ตอบเลยว่าได้แน่นอน 1000% แต่จะดีหรือไม่ดี อันนี้ลองอ่านดูกันนะ 


สิ่งที่จะโพสต่อไปนี้อาจจะไม่ถูกใจร้านเครื่องเสียงต่างๆ หรืออาจจะไม่ถูกใจ ใครคนใด คนหนึ่งก็ต้องขออภัยนะครับ ผมแค่พูดความจริง แบบตรงไป ตรงมา จากประสพการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองครับ ไม่ได้ Copy คำพูดใครมา ไม่ได้ Copy จากนักเขียนระดับเซียนคนไหน แล้วมาเติมต่อ ห้อยท้าย และลงลายเซ็นต์ นะครับ ประสพการณ์จริงล้วนๆ 

ปัจจัยแรกๆเลยที่ต้องรู้คือ ฟร้อนเดิมติดรถ Honda/Toyota/Nissan ส่วนมากจะเป็น Panasonic / Fujisu Ten และ Pioneer รุ่นต่ำสุด เพื่อประหยัดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ดังนั้นระบบ Power และ หัวอ่านที่ให้มาย่อมเป็น รุ่น Standard โรงงาน ตามที่ต้นทุนถูกจำกัดไว้โดยค่ายรถต่างๆ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครับ ผมเองไม่อยากจะบอกทุนในการทำวิทยุให้เพื่อนๆอ่านเดี่ยวตกใจว่าทำไมต้นทุนมันต่ำได้ขนาดนี้ เชื่อหรือไม่ว่า ต้นทุนจริงๆจากโรงงานวิทยุ ทำวิทยุรถยนต์เล่น CD/MP3/USB รวมหน้ากากรถรุ่นไหนๆก็ช่างเถอะ ต้นทุนออกมาจากโรงงานไม่เกิน 2-3 พันบาทครับ เพราะเขาผลิตแต่ละ Lot ประมาณ 5000-10000 เครื่องครับ ไม่ได้สั่งที่ละ 10 หรือ ทีละ 100 เครื่องครับ หลังๆ ทำมาจากเมืองจีน Made in China อีกต่างหากในบางรุ่น บางยี่ห้อนะครับ ขอไม่ระบุดีกว่า แกะมาดูเองแล้วกันนะ 


เชื่อหรือไม่ว่า ฟร้อน DVD+GPS+Bluethooth +USB+สาย IPOD ที่ทำมาจากเมืองจีน ขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว หรือ 8 นิ้ว นะ ต้นทุนโรงงาน ประมาณ 5-6 พันบาทเองครับ ราคาขายส่งมาที่ เมืองไทย หรือหลายๆประเทศ ประมาณ 8-9 พันบาทรวมค่าขนส่งครับ คิดดูซิว่าเราจะได้ของคุณภาพประมาณไหน ครับ 

เอาหละคุยเรื่องฟร้อนตั้งยาวประเด็นคืออะไร ประเด็นคือ ระบบเครื่องเสียงที่ดี เริ่มจากต้นน้ำ ต้นทาง ของเสียงคือฟร้อนครับ สมมุติเราเอาฟร้อนที่ต้นทุนต่ำ หัวอ่าน standard ทั่วไป 18-20 bit กำลังขับ 20-25 วัตต์ แล้วเอามาขับลำโพงดีๆ แอมม์ดีๆ SUB ดีๆ อาการจะได้ประมาณไหน ครับ ลองจินตนาการณ์ดูนะครับ 

สเต็ปต่อมาเวลาคุณเดินก้าวเข้าไปในร้านเครื่องเสียงร้านไหนก็ได้ แล้วแจ้งความต้องการว่าต้องการอัพระบบลำโพงเพราะลำโพงเดิมมันห่วยแตก อยากได้มิติเสียงที่ดี เบสกระชับไม่บวม คนนั้งหลังก็ต้องได้ยินเสียงใสๆ เท่ากับคนนั่งหน้า สิ่งที่จะตอบโจทย์คุณก็คือ 
ลำโพง + แอมม์ + SUB นั้นหละครับ แต่สิ่งที่ ร้านเครื่องเสียงส่วนมากจะแนะนำนะครับ

1 ฟร้อนคุณต้องใส่ Adapter Hi-Lo เพื่อที่จะเพิ่มแอมม์ ครับ เพราะฟร้อนเดิมขับลำโพงใหม่ที่กินวัตต์สูงๆไม่ค่อยจะออก ( ประเด็นนี้เป็นความจริงครับ ไม่ต้องสืบ )

2 ฟร้อนคุณต้องใส่ ปรีแอมม์ หรือ ไม่ก็ Processor เพื่อปรับแต่งเสียงให้ดีกว่าเดิม หลากหลายกว่าเดิม สะดวกและสนุก ( ประเด็นนี้เริ่มจะโดนตีหัว ฟันเละแล้วหละครับพี่น้องเตรียมเงินเยอะๆหน่อยนะ ) 

3 รถคุณต้องแดมม์ทั้งคัน และการแดมม์แต่ละจุดต้องแดมม์ 2-3 ชั้น เพื่อความหนานุ่ม และ เก็บเสียงให้เงียบ ( ก็พอมีเหตุผลบ้าง แต่จริงๆแล้วแดมม์เฉพาะตรงจุดที่มีลำโพงก็พอ และ แดมม์ ชั้นเดียวก็พอ ครับ แดมม์มากไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ไม่แตกต่างครับ รถผมเองก็โดนแดมม์มาทั้งคันสมัยก่อนนั้นใช้แผ่นแดมม์ 25 แผ่นครับ แบกน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 50 กิโล ครับ เปลืองน้ำมันและ ไม่ได้เงียบอะไรเลย เสียงยางก็ยังดังเข้ามาในรถเหมือนเดิม )

ต่อมาการเลือกลำโพง ครับ การเลือกลำโพงที่ดี คืออะไร ครับ ถ้าถามผมนะ การเลือกลำโพงที่ดีคือ การเลือกตามสไตล์ที่เราฟังครับ ไม่ได้เลือกจาก Promotion ชุด แนะนำ หรือ เลือกจากเงินในกระเป๋า นะครับ ก่อนอื่นต้องตัดสินใจเองให้ชัวร์ๆว่าชอบแนวไหน เช่น ขอบแนวใสๆ โปร่ง ๆ หรือ ชอบนุ่มๆ ฟังสบายๆ หรือ ชอบสนุกๆ จี๊ดจ๊าด บางคนชอบเปิดดังๆ บางคนชอบเปิดเรื่อยๆ ชิวๆ อันนี้ต้องตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ก่อนนะครับ อย่าหลอกตัวเอง นะครับ เช่นปกติฟังเพลงลูกทุ่งก็บอกไปเลยว่าชอบลูกทุ่งไม่ต้องอายครับ ปกติชอบแนว Rock / คาราบาว ก็บอกไปเลยว่าชอบแนว นี้ เพราะ ลำโพงแต่ละยี่ห้อมีสไตล์เสียงที่แตกต่างกันครับ ลำโพงบางยี่ห้อเหมาะสำหรับเพลงสนุกๆ เสียงใสจะจี๊ดจ๊าด เสียงเบสจะหนักตุบๆๆ ลำโพงแนวนี้ ถ้าคนที่ชอบแนวเพลง POP /Bossa จะไม่ชอบครับ เพราะคนที่ฟังแนว ชิวๆ จะชอบลำโพงอีกสไตล์ ครับ บางคนไม่ชอบเสียงใสๆ เพราะฟังนานๆแล้วแสบแก้วหู บางคนชอบเสียงร้องเด่นๆ หนาๆ เสียงดนตรีคลอๆพอหวานๆ บางคนชอบรายละเอียดสูงๆ มากๆ ระยิบระยับ ประมาณนั้น ครับ พอตอบโจทย์ตัวเองได้แล้ว ก็ต้องหาลองฟังครับ ลองฟังหลายๆร้าน และถ้ามีให้ลองในรถเลยยิ่งดีครับ เพราะลำโพงที่ฟังในร้าน ในห้องลองมักจะดีกว่าติดตั้งในรถด้วยปัจจัยสภาพแวดล้อมและพื้นที่ ครับ 

พอรู้แล้วว่าตัวเองชอบแนวไหน ก็ลองสอบถามดูว่าลำโพงที่ทางร้านมีนะตอบโจทย์ไหม ?? ชุดโปรโมชั่นเหมาะกับเราไหม ?? ค่อยๆเลือกกันไปครับ

มาเรื่องแอมม์ ครับ แอมม์ มีหน้าที่หลักคือขยายกำลังขับให้มีมากกว่าเดิม และ หน้าที่รองของแอมม์ คือกรองเสียงและปรับปรุงเสียงของลำโพงให้ดีกว่าเดิม คือตัดเสียงรบกวนออกด้วยนะครับ การเลือกแอมม์ ต้องมีประสพการณ์ครับ แต่จากประสพการณ์ล้วนๆ เลยครับ แอมม์ ที่ราคา 2-6 พัน บาท 4 channel มักจะเป็นแอมม์ แนวเน้นพลังเยอะเป็นหลัก ไม่ได้เน้นที่ความกลมกล่อมไพเราะของสัญญาณเสียงแต่ละความถี่ ครับ ส่วนมากพวกที่นิยม SPL คือเปิดดังๆ เอามัน เขาชอบใช้กันครับ แอมม์ ระดับราคา 7 พัน- 1 หมื่นบาทเริ่มจะได้แนว SQ มากขึ้นครับ คือเริ่มเน้นที่รายละเอียดเสียงและพลังงานที่กำลังดีเหมาะสำหรับลำโพงแต่ละรุ่น ครับ ( เทคนิคนิดหน่อยนะครับ เลือกลำโพงก่อนแล้วค่อยหาแอมม์ นะครับ จะได้รู้ว่าลำโพงที่ตัวเองเลือกนะเป็นแนวไหน และต้องการแอมม์ กำลังขับเท่าไหร่) 
ถ้าแอมม์ ราคา 1 หมื่นขึ้นไป - 2 หมื่น เป็นแอมม์ ที่ได้ทั้งพลังขับ และ คุณภาพเสียงที่ดีครับส่วนมากจะจบที่ ระดับนี้ครับไม่ค่อยมีปัญหาว่าแอมม์เสีย ตอนเปิดดังๆ อัดๆเป็นเวลานานๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเสียง วี๊ด เสียงซ่ารบกวน และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคุณภาพความคงทนครับ 


พอได้แอมม์เสร็จก็ต้องมาดูงานระบบติดตั้งครับ งานระบบติดตั้งที่ดีต้องใช้ของที่มีคุณภาพ มาตราฐาน ครับ คำว่ามาตราฐานคือตามหลักวิชาการครับ เช่น สายลำโพงขนาดเบอร์ 8-10 ก็เพียงพอ บางคนใช้สายเบอร์ 4-6 ใหญ่เกินไปครับ เสียงกำลังขับของแอมม์ไปเปล่าๆ และ สายสัญญาณ ต้องเป็นสายทองแดงแท้ ครับ ซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อทั้งดังและไม่ดังครับ สายดังๆมักจะแพงๆ สายที่ไม่ดังมักจะถูก ของถูกใช่ว่าไม่ดีนะครับ ของแพงใช่ว่าจะดี นะคับสำหรับสายลำโพง และสายสัญญาณ ต้องเลือกตามดุลพินิจส่วนตัวครับ ผมแนะนำว่าอย่าใช้ของแพง โอเวอร์สเปค ครับ ใช้ของที่มีได้คุณภาพสแตนดาร์ท มาตราฐานก็พอครับ สายลำโพงเมตรละ 80-100 บาทก็พอเพียงครับ บางคนเล่นสายลำโพงเมตรละ 1-2 พันบาท บางคนเล่นสายเมตรละ 1 หมื่นบาทก็มีครับ แล้วแต่งบก็แล้วกันครับ หูเทพมากก็เสียเงินเยอะหน่อยนะครับ บอกอีกอย่างนะครับ การใช้สายแพงๆ กับการใช้สายราคามีเหตุผลแต่ได้ตรงตามสเปค ถ้าเราเข้าไปฟังเปรียบเทียบแบบคนทั่วๆไปอาจจะเห็นความแตกต่างนิดหน่อยครับ ไม่มาก บางคนก็แยกแยะไม่ออกถ้าเจ้าของรถไม่อธิบายว่าใส่อะไรไปบ้างนะครับ 

อุปกรณ์หลักๆก็ครบแล้วคราวนี้ก็มาดูที่งานติดตั้งครับ ดูช่างที่ชำนาญการแงะ แกะ โดยไม่มีริ้วรอยมาแถม การเก็บสายไฟ สายสัญญาณที่ดูเรียบร้อย เป็นระเบียบ และ ไม่เกะกะ รกๆ ถือว่าใช้ได้ครับ บางร้านอาจจะทำออกมาดูสวยงาม ก็แล้วแต่ชอบครับ แต่ก็แพงครับ ส่วนตัวผมเน้น สแตนดาร์ท มาตราฐาน ก็พอเพียงครับ ไม่มีปัญหาเรื่อง วี๊ด เรื่องซ่าก็ถือว่าจบ ที่สำคัญที่สุดตอนประกอบกับไปไม่มีเสียงดังก๊อกแก๊ก น่ารำคาญใจก็ลงตัวครับ ช่างที่ชำนาญการทุกคนเขารู้ดีว่าการต่อระบบไฟลำโพงรถยนต์ทำอย่างไรให้ถูกต้องครับ เช่นสายไฟ บวก สายไฟลบ สายกราวด์ ต้องแยกสี ต้องแยกตัวหุ้มอย่างชัดเจนอันนี้เป็นเรื่องมาตราฐานทั่วไป ครับ ใครๆก็ทำกันคล้ายๆกันไม่แตกต่างครับ 

การใช้สเปเซอร์ลองลำโพง บางร้านตัดไม้ หุ้มหนัง บางร้านตัดไม้พ้นสี บางร้านใช้สเปเซอร์พลาสติดกันน้ำ คุณภาพเสียงไม่แตกต่างครับ เหมือนกัน 100% ครับ อยู่ที่ความสวยงามมากกว่าแต่สเปเซอร์พวกนี้จะอยู่ด้านในกรอบประตู เราจะมองไม่เห็นหรอกครับ อยู่ติดกับโคลงสร้างประตูรถเลย ใช้ของแพงไปก็เท่านั้นหละครับ เหมือนกันคุณภาพไม่แตกต่าง

กระบอกฟิว บางร้านใช้ยี่ห้อดังมากราคาหลักพัน บางร้านใช้ no name ราคาหลักร้อย แต่ขนาดฟิวเท่ากันคือ 15 แอมม์ 25 แอมม์ 40 แอมม์ 50 แอมม์ ผมถือว่าเท่ากันครับ เหมือนคุณซือนาฬิกายี่ห้อดังๆ กับนาฬิกายี้ห้อไม่ดัง มันก็เดินตรงเวลาเหมือนกัน หรืออาจจะไม่ตรงเวลาคล้ายๆกันครับ ไม่แตกต่างครับ 

การตีตู้ ใส่ SUB ท้ายรถ บางคนก็บอกว่าตู้เปิดดี ตู้แบนพาสดี บางคนก็ชอบตู้ปิด บางคนชอบตู้ไม้ บางคนชอบตู้อะคลีลิค ผมบอกได้เลยว่าการตีตู้มันมีสูตรสำเร็จเรื่องปริมาตรของตู้ครับ ถ้าเราตัดความสวยงามออกไปก่อนนะครับ ปริมาตรของตู้ต้องถูกต้องตามหลักการครับเช่น SUB 10 นิ้วต้องมีปริมาตรเท่าไหร่ ถ้าเป็นตูปิด และ ถ้าเป็นตู้เปิด อันนี้เปิดตำราได้ครับ มีสูตรสำเร็จ เอามาดัดแปลงเล็กน้อยแล้วแต่ยี่ห้อ SUB ครับ SUB บางยี่ห้อวอยย์แม่เหล็กใหญ่อาจจะต้องการปริมาตรตู้ที่เยอะกว่ามาตราฐานนิดหน่อย+- 5% ครับ ไม่เยอะครับ 

ถ้าตีตู้ได้ปริมตราตามหลักวิชาการแล้วเสียงย่อมออกมาดีครับ หลังจากนั้นก็มาดูความสวยงามหละครับ ยิ่งสวยมากๆ ก็ยิ่งแพงแล้วแต่งบ แล้วแต่ชอบนะ บางคนชอบเน้น Sound ท้ายสวยๆ มีไฟ LED สาดแสงแดง ฟ้า ส้ม เขียว บางคนชอบ ตู้อะคลิลิโชว์ระบบสายไฟ และ โชว์แม่เหล็กของ SUB ก็แล้วแต่ครับ แต่เงินทั้งนั้นนะครับ จะไปเปิดตู้โชว์ใครเหรอครับ ปกติขับรถก็ปิดฝากระโปรงท้ายกันนะครับ 55 

พอทำเสร็จทุกอย่าง ปรากฎว่า เสียงไม่ใช่แบบที่ต้องการ 555 ไม่คุ้มกับการเสียเงินไป งานเข้าครับ ย้อนกลับไปคิดใหม่เลยตั้งแต่ต้นครับ ว่า เสียงที่ดีเริ่มจากต้นทาง เสียงครับ บางคนใส่ลำโพงขั้นเทพ ใส่Processor ระดับ 2-3 หมื่นบาท ใส่ทุกอย่างดีเลิศลงทุนหลัก 1-2 แสนบาท แต่ทำไมเสียงได้แค่นี้เองเหรอ ครับ น่าสงสัยนะ จะโทษใครหละครับ ร้านเครื่องเสียงหลอกคุณหรือเปล่า หรือคุณตัดสินใจเองหละครับ ผมถึงบอกได้เลยว่า การอัพเครื่องเสียง กับฟร้อนเดิมนะทำได้ แน่ๆๆ ไม่มีปัญหา ถ้าทำระบบทุกอย่างดีครับ ร้านไหนๆก็ทำได้ แต่เสียงจะดี หรือไม่ดี อันนี้พูดยาก บางคนก็จบด้วยดี บางคนก็ดิ้นรนต่อไปหาทางตัวเองไม่เจอ เสียเงินไปเรื่อยๆ ครับ 

ลองอ่านดูนะครับ แล้วค่อยๆคิดว่า จะทำดีไหม จะลงเงินเท่าไหร่ ได้ดีมากน้อยแค่ไหน 

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

การเลือกเครื่องเสียงให้รถที่รักของคุณ


หลายท่านกำลังศึกษาข้อมูลเพื่อเตรียมรับรถใหม่ และเตรียมตัวเก็บเงินซื้อฟร้อน Dvd เพื่อดูหนังฟังเพลงใหม่ใส่ในรถที่เรารัก ผมเลยขออนุญาติแชร์ ประสพการณ์ในการเลือกวิทยุตัวใหม่แบบตรงไปตรงมา นะครับ

1 ก่อนอื่น เช็คตัวเอง ก่อนว่า เราต้องการใช้งานอะไรบ้าง ในชีวิตประจำวัน เช่น ปกติชอบฟังวิทยุ ปกติชอบฟัง เพลงจาก USB ปกติฟังเพลงจาก smart phone ปกติชอบดูหนัง หรือดู concert หรือ ปกติต้องคุยโทรศัพย์เยอะมากในรถ ปกติเน้น GPS มากๆเพราะหลงทางบ่อย 

2 พอ list รายการที่จะใช้ออกมาได้ ก็มาแบ่งอัตราสัดส่วนของการใช้งานครับ เช่น ปกติดูหนังฟังเพลง จากแผ่น 50% ของเวลาขับรถ ฟังวิทยุ 30% คุยโทรศัพย์ 15% ดูแผนที่ 5% ถ้าสัดส่วนออกมาแบบนี้ ผมแนะนำฟร้อน DVD ทีมีบูลทูตมาในตัว แต่ไม่จำเป็นต้องมี GPS ในตัวครับ เพราะ GPS ซื้อแบบพกพา ถูกกว่า และ สะดวกในการใช้งานมากกว่า เนื่องจากสามารถติดกับกระจกหน้ารถและหาตำแหน่งที่ดีๆไม่ต้องละสายตาไปมองแผนที่ที่ตำแหน่งวิทยุเดิม ครับ ตำแหน่งวิทยุเดิม ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับดู GPS ในขณะขับรถนะครับ เพราะการขับรถต้องมองตรงๆ ไปที่ถนน ไม่ใช่มองเอียงซ้าย ก้มๆ เงยๆ นะครับ ลองดูนะครับ เดี่ยวเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆจากการดู GPS จากวิทยุครับ 

3 ราคาฟร้อนที่มี GPS มาเลยถ้าเป็นสินค้าที่มียี่ห้ออย่าง ALpine หรือ Kenwood ราคา ค่อนข้างแพง กว่า ฟร้อนประเภทเดียวกันที่ไม่มี GPS อยู่เกือบๆ 3 เท่าของราคาปกติครับ เช่น ถ้าเราซื้อ Brandname ไม่มี GPS รุ่นทั่วๆไปราคา ตัวเครื่อง 1x,xxx บาท แต่พอฟร้อน brandname ยี่ห้อเดียวกันนั้นหละครับ ถ้ามี GPS มาเลย ราคาตกประมาณ 3x,xxx บาท คุ้มหรือเปล่า??? คิดเอาเองนะครับ
การซื้อ GPS Garmin แบบพกพา ราคาประมาณ แค่ 5-9 พันบาท เท่านั่นเอง ติดตั้งตรงไหนก็ได้แล้วแต่เราสะดวก เอาไปใส่รถคันอื่นๆก็ได้ย้ายได้ตลอดเวลา โปรแกรมที่ให้มาก็อัพเดชง่ายกว่า แบบที่ติดตั้งในวิทยุ ราคาก็ไม่แรงมาก รับสัญญาณ GPS ก็ไวครับ 
ที่สำคัญที่สุด เวลามีคนนั่งข้างๆด้วย จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันครับ เพราะคนขับจะดูแผนที่ แต่คนนั่งจะดู Concert หรือ หนังแผ่น ครับ 

4 คุณภาพของจอภาพ ของเครื่องเล่น DVD ครับ บางยี่ห้อโฆษณาว่าเป็นจอ LED 1ล้านพิกเซล บางเครื่องโฆษณาว่าเป็น LED 360,000 พิกเซล ถามว่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน อย่างไร เอาเป็นว่าจอ DVD ขนาดแค่ 7 นิ้ว เล็กมากๆครับ พิกเซลเยอะ หรือ พิกเซลน้อย ความแตกต่างก็พอมีครับ แต่ไม่ชัดเจนเท่าพวกจอทีวีบ้านจอ 32-50 นิ้วครับ เอาเป็นว่า ถ้าเราไม่ได้มาดูเปรียบเทียบกัน 2 คัน ก็คงแยกยากหน่อยว่าจอไหน 1 ล้านพิกเซล หรือ จอไหน LED ทั่วไปครับ เพราะใกล้เคียงกันครับ แต่ผมก็ยอมรับว่า LED ของแต่ละยี่ห้อไม่เหมือนกันนะครับ LED ALpine จะไม่เหมือน LED Pioneer และ ไม่เหมือน LED Kenwood นะครับ คุณภาพตามราคาครับ LED จะดีหรือไม่ดี ดูตอนไหน ครับ ?? ดูตอนที่ขับรถตอนกลางวันแดดส่องกระทบหน้าจอ ครับ LED ของค่ายที่แพงกว่า ย่อมสู้แสงแดดได้ดีกว่าคือ จอยังคงความเข้มและ คมชัดได้อีกครับ ( เปรียบเทียบฟร้อนที่ไม่มี GPS เหมือนกัน) และ LED ทีดี แสงสีแดงจะไม่เลอะ จะออกแดงคมๆ ไม่มีเบลอๆ ครับ แสงสีดำก็จะดำเข้ม ครับ ไม่ออกสีดำเทาๆ นะ 

5 คุณภาพเสียง ของวิทยุ ครับ จากประสพการณ์ฟังเพลงทั่วๆไป MP3 / IPOD/IPHONE/ USB หัวอ่านทั่วๆไปคือ 24bit คุณภาพเสียงจะคล้ายๆกันไม่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นอกจากใครที่หูเทพ หูทอง แยกความถี่สูงระหว่าง 10hz -17hz ออกได้อย่างชัดเจน ถึงจะแยกออกว่ารายละเอียดของเครื่องดนตรีหายไปนิดหน่อย แตกต่างกันนิดหน่อย โดยเฉพาะเพลง JAzz/ Classic จะแยกง่ายกว่าเพราะเครื่องดนตรีมากกว่า แต่ถ้าฟัง POP/ROCK/BOSSA/HIP HOP / Dance กลุ่มนี้แยกยากครับ ไม่ค่อยแตกต่างเท่าไหร่

ถ้าเราฟัง Audiofile คือแผ่นที่Copy มาด้วยความเข้มข้นสูงถึง 24bit จริงๆ ลักษณะนี้ หัวอ่านที่ดีๆเช่นตระกูล burrbrown ที่อยู่ใน Clarion และ Alpine บางรุ่นได้เปรียบครับ เรื่องความนุ่มนวล ความใสกระจ่างไม่บาดหู และเนื้อเสียงร้องที่หนาใหญ่มีน้ำหนัก แต่ก็อย่างว่ามานั้นหละครับ ถ้าฟังเพลงทั่วๆไปก็แยกยากครับ 

6 ใส่ฟร้อนใหม่ ลำโพงเดิมเสียงจะดีขึ้นจริงเหรอ ?? ตอบเลยว่าจริงครับ เพราะเสียงที่ดีเริ่มจากต้นทางของเสียงครับ ฟร้อนเดิมๆที่มาจากศูนย์กำลังขับ น้อยมากครับ มีแค่ 20-25 วัตต์ เองครับ ส่วนฟร้อนใหม่ส่วนมากกำลังขับ 50-60 วัตต์ครับ เหมือนเครื่องยนต์ 1200 cc กับ 1800 CC นั้นหละครับ ขับรถคันเดียวกัน body เดียวกัน cc มากกว่าย่อมได้เปรียบครับ 

7 ระบบบูลทูตในวิทยุใหม่ใช้งานดีไหม ควรจะมีหรือไม่ควรมีอย่างไร บ้าง ตอบง่ายๆครับ ระบบบูลทูตในวิทยุรถยนต์ส่วนมากออกแบบมาเพื่อรับสาย และ คุยสายโทรศัพย์ในรถโดยไม่ต้องถือโทรศัพย์มือถือ ครับ ข้อดีก็เยอะ ข้อด้อยก็มีครับ และถามต่อว่าข้อด้อยคืออะไร บ้าง หละ จุดอ่อนของระบบบูลทูตในรถคือ เวลาขับรถด้วยความเร็ว เกิน 100 เสียงจะไม่ชัด มีหอนๆ ซ่าๆบ้างนะครับ แต่ขับในเมืองรถติดๆก็โอเคครับ และอีกอย่างที่อยากให้ทราบเลยครับ ระบบบูลทูต ของรถยนต์เสียงไม่ได้ชัดเจมมากมายนะครับ ไม่เหมือนคุยกันตรงไป ตรมาจากโทรศัพย์ หรอกครับ แค่พอใช้ได้ครับ และมีสายหลุด บ้างเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับใช้โทรศัพย์ยี่ห้ออะไรมากกว่าครับ และสุดท้ายเป็นคำเตือนสำหรับท่านชาย เลยครับ การลืมปิดระบบบูลทูต อันตรายพอสมควรครับ เพราะสายที่โทรเข้ามามันรับauto เสียงดังออกครบทุกลำโพงรถยนต์เลยนะครับ โปรดใช้วิจารณญานในการใช้ 555 

เอามาฝากกันไว้นะครับ จะได้เป็ข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจครับ

ภาสกร 0844644141

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556


CRV เป็นรถที่ขายในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปีแล้วหละครับ เป็นรถที่ได้รับความนิยมมากเพราะเป็นรถแนวครอบครัว ขับง่าย นั่งสบาย ขับไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือ ขับส่งลูกไปโรงเรียน เพราะเป็นรถขับ 4 automatic full time ครับ และที่แน่นอนที่สุดเมื่อเป็นรถแนวครอบครัวแล้ว ก็จะมีความต้องการเพิ่มเติมที่บริษัทอาจจะไม่ได้ให้มาด้วยเช่นเครื่องเล่น DVD สำหรับดูหนัง ดูทีวีสำหรับสมาชิคครอบครัว เมื่อเวลาที่ต้องอยู่ในรถนานๆเพราะรถติด หรือ เดินทางใกล

และรถ CRVรุ่นล่าสุดที่ออกมาขายในเมืองไทยปี 2012 ที่ผ่านมาเป็นรุ่นที่ปรับปรุงระบบเครื่องเสียงใหม่มาทั้งหมด ระบบไฟฟ้า electronic ต่างๆของรุ่นนี้ได้พัฒนาให้เทียบเคียงรถยุโรปครับ โดยเอาระบบ Canbus มาใช้ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียง และจอแสดงผล IMID ครับ

สิ่งที่ตามมาคือคำถามในใจหลายคนที่กำลังเล็งว่าจะเปลี่ยน เครื่องเสียง CRV G4 เป็นรุ่นที่มี DVD เช่น พวก Pioneer / Alpine / Kenwood etc ว่าเปลี่ยนแล้วมันจะได้อะไร และ เสียอะไร กันแน่ ทำอะไรได้บ้าง

ผมขออนุญาติสรุปให้อ่านเป็นข้อๆ กันไปเลยนะครับ

CRV G4 เมื่อเปลี่ยนฟร้อน DVD สิ่งแรกที่คุณต้องซื้อ แน่ๆ คือ หน้ากาก ครับ






หน้ากากใช้สำหรับวิทยุจอ 6-7 นิ้วครับ
รูปแรก คือ จอ 6 นิ้วครับของ Alpine

รูปที่2 เป็นจอ 7 นิ้ว ของ Pioneer



ปลั๊ก Y Socket OEM มีไว้เพื่อ เอาชุดสายไฟของเครื่องเล่น DVD เครื่องใหม่ต่อเข้าที่ปลั๊ก OEM แล้วใช้ปลั๊ก ต่อเข้าปลั๊กเดิมของรถโดยไม่ต้องตัดต่อสายไฟปลั๊กเดิมครับ
ปลั๊ก Y Socket OEM จะมี 2 ปลั๊กครับ คือ ปลั๊กสายไฟสายลำโพง 1 ปลั๊ก และ ปลั๊กเสาวิทยุ 1 ปลั๊ก



ต่อมา คำถามคือ อะไรคือ interfade adapter  ( กล่องตรงกลางสีขาวนั้นหละครับ)



มันก็คือตัวแปลงสัญญาณของระบบควมคุมเสียงที่พวงมาลัย และ ระบบรับสายโทรศัพย์บูลทูตที่พวงมาลัยให้เข้ากับวิทยุ DVD ตัวใหม่ ครับ

Interfade adapter ของ CRV G4 เป็นระบบ Canbus ครับ ไม่เหมือนของ CRV G3 นะครับ เป็นคนละระบบกันโดยสิ้นเชิงครับ

เมื่อใส่ครบทั้งหมดที่ว่ามาก็ใช้งานได้ทุกอย่างครับ เช่น เพิ่มเสียง ลดเสียง เปลี่ยนเพลง รับโทรศัพย์ เปลี่ยน Mode การเล่นจาก DVD-USB-AV-Radio เป็นต้น

เอาหละครับ ต่อมาถามว่า อะไรบ้างที่จะใช้ไม่ได้ หรือ หายไป

1 USB เดิมของรถ จะเล่นเพลงไม่ได้อีกต่อไป ครับ ต้องใช้สาย USB อันใหม่ที่มากับวิทยุตัวใหม่ครับ

2 USB อันใหม่ จะ Charge โทรศัพย์มือถือได้ครับ

3 ปุ่มควบคุมเสียง ปุ่ฒควบคุมการรับสาย วางสาย โทรศัพย์ใช้งานได้ ครบตามปกติครับ

4 จอ IMID จะไม่โชว์ระบบเครื่องเล่น DVD ตัวใหม่ครับ เช่น Volume / คลื่นวิทยุ / ชื่อเพลง จะไม่โชว์บนจอ IMID ครับ แต่สามารถดูได้สะดวกที่จอDVD ใหม่เลยครับ

5 จอ IMID จะยังสามารถโชว์ระบบเครื่องยนต์ ระดับ AVG น้ำมัน การปิดประตู เปิดประตู นาฬิกา ยังคงโชว์ได้ครับ รูปภาพที่โหลดจาก USB เดิมก็ยังอยู่ครับ

6 CRV G4 รุ่น E/AT ที่มีกล้องหลังมาแล้ว ไม่สามารถต่อพ่วงมาที่จอใหม่ได้นะครับเพราะระบบไฟไม่เหมือนกันครับ  แต่ยังสามารถโชว์ที่จอ IMID เหมือนเดิมครับไม่มีปัญหาอะไร

7 CRV G4 รุ่น S/AT เพิ่มกล้องหลังได้ครับ และภาพกล้องหลังจะโชว์ที่จอใหม่ DVD เลยครับ แต่ไม่สามารถเอาไปโชว์ที่จอ IMID ได้นะครับ

8 ระบบบูลทูต ของเดิมติดรถมา จะหายไปเลยเพราะระบบบูลทูตอยู่กับวิทยุครับ เราถอดวิทยุเดิมออก ระบบนี้ก็จะหายไปครับ

9 ระบบบูลทูตจะต้องใช้จากเครื่องเล่น DVD ตัวใหม่ครับ แต่ควบคุมการรับสาย วางสายที่พวงมาลัยได้เหมือนเดิม

10 สามารถฟังเพลงผ่านระบบบูลทูตจาก DVD ตัวใหม้ได้เหมือนกันครับ

มาถึงเรื่องลำโพงกันดีกว่าครับ สำหรับ 2.0 S/AT และ 2.0 E/AT
ลำโพงเดิมติดรถมี ทั้งหมด 4 ดอกครับ

ลำโพงเดิมด้านหน้า มี 2 ตัวอยู่ประตูซ้าย และ ประตูขวา ด้านหน้า



ลำโพงเดิมด้านหลัง มี 2 ตัวอยู่ที่ประตูซ้ายและขวา ด้านหลัง


รถ CRV G4 รุ่น 2.0 E/AT มีแผ่นแดมม์ปิดช่องประตูมาแล้วครับ จากโรงงานเลย ไม่จำเป็นต้องแดมม์ใหม่นะครับ แต่ถ้าอยากทำใหม่ก็แล้วแต่ความสะดวกนะครับ

กรณีเปลี่ยนลำโพงคู่หน้า ลำโพงใหม่ที่ขายในตลาดจะเป็นลำโพงแยกชิ้น ครับ คือมีลำโพงมา 4 ตัว ใน 1 ชุด
จะมี ลำโพงทวิตเตอร์ เล็กๆ 2 ตัว


ส่วนด้านหลังใส่ลำโพง 6.5 นิ้ว 2 ตัวแกนร่วม ก็ได้ครับ คือมี ทวิตเตอร์ตัวเล็กๆ แปะติดกับตัวลำโพงหลังเลยไม่แยกกันอยู่


เวลาจะใส่ทวิตเตอร์ตัวใหม่ต้องมีครอบหูช้างใส่ทวิตเตอร์ใหม่ครับ

เอาทวิตเตอร์อันใหม่ใส่ด้านในหูช้างครอบทวิตเตอร์ครับ


ใส่ครอบหูช้างและทวิตเตอร์ตัวใหม่เข้าแทนอันเดิมได้เลยไม่ต้องดัดแปลงอะไร



การใส่ลำโพงที่ประตูอันใหม่ต้องทำ สเปเซอร์ลองฐานลำโพงใหม่ครับ เพราะลำโพงใหม่จะใหญ่กว่าลำโพงเดิมเลยใช้ฐานลำโพงเดิมไม่ได้ครับ



ส่วนลำโพงหลัง ส่วนมากจะใช้ลำโพงแกนร่วมครับ เพราะไม่ต้องการที่จะต้องเจาะประตูใส่ทวิตเตอร์ ต่างหาก แต่บางคนก็ชอบเจาะแผงประตูก็แล้วแต่ชอบนะครับ
คำว่าแกนร่วมคือ ลำโพงจะมี 4 ตัวเหมือนกันครับ แต่ ทวิตเตอร์จะติดอยู่บนตัวลำโพง 6.5 นิ้วเลยไม่ได้แยกชิ้นกันครับ


เวลาจะใส่ลำโพงหลังก็ต้องทำสเปเซอร์ไม้ลองลำโพงใหม่เหมือนกันครับ

กรณีที่จะใส่ลำโพงแยกชิ้นด้านหลัง ต้องเจาะแผงประตูด้านหลังเพื่อฝังทวิตเตอร์ครับ เอารูปตัวอย่างในรถหลายๆยี่ห้อมาให้ดูตำแหน่งเจาะฝังทวิตเตอร์นะครับ


เอาข้อมูลมาให้อ่านและทำความเข้าใจกันก่อนทำเครื่องเสียงครับ หลังว่าข้อมูลนี้จะมีประโยชน์ ไม่มากก็น้อยนะครับ


โพสโดย ภาสกร 0844644141