หลายๆคนคงจะหน้ามืดไปหมดเวลาเจอข้อมูลต่างๆตามเวปไซค์ ตามโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือตามงานมอเตอร์โชว์ ร้านเครื่องเสียงแต่ละร้านมีโปรโมชั่น และ การโฆษณาชวนให้เชื่อ หลากหลายรูปแบบ แตกต่างกันออกไป หลายคนสืบเสาะแสวงหาจนมึนไปหมด ว่าจะเลือกแบบไหนดี หรือ ทำกับร้านไหนดี เอาเป็นว่าผมสรุปให้อ่านกันง่ายๆนะครับ
1 ร้านเครื่องเสียงประเภทร้านประดับยนต์ ร้านแบบนี้มีเยอะมากครับ ส่วนมากจะเน้นติดฟิมล์ ซ่อมแอร์ ขายที่ปัดน้ำฝน ขายรีโทมเซ็นทรัลล๊อก ขายไฟซีนอล อะไรประมาณนั้น แต่ไม่เน้นเครื่องเสียงมากมาย ร้านประเภทนี้ แบ่งย่อยออกเป็น 2 แบบครับ
1.1 ร้านที่เจ้าของร้านทำเอง ติดตั้งเอง และมีลูกมือ 1-3 คนครับ ร้านแนวนี้ถ้าเจอเจ้าของที่มีความรู้ดี ความชำนาญการณ์ติดตั้งมานานๆจะดีมากครับ เพราะเจ้าของทำเองทุกขั้นตอน ดูแลเอง และ จูนเสียงเอง งานจะออกมาดี และค่อนข้างจะไม่มีปัญหาต่อระบบเดิมๆของรถ ที่สำคัญราคาไม่แพง
1.2 ร้านที่เจ้าของไม่ได้ทำเอง และ ไม่่ค่อยจะรู้เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์ แต่เจ้าของจะเน้นขายอุปกรณ์ประดับยนต์ซะมากกว่า อาจจะมีช่างประจำ 1-3 คน และช่างที่ไม่ประจำเรียกมาได้แล้วแต่สถานการณ์ ร้านประเภทนี้ ส่วนมากจะเป็นร้านที่รับติดตั้ง คือท่านสามารถหาซื้่อของมาเองได้เลยแล้วไปจ้างเขาติดตั้งให้ประมาณนั้น แต่ร้านแนวนี้ ตัวท่านเองต้องมั่นใจว่าท่านเองก็ต้องมีวิชาความรู็เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์พอสมควรนะครับ เพราะถ้าเจอช่างที่มั่วๆหน่อย รถท่านเองจะเสียหายได้ เพราะเจ้าของร้านเขาไม่รู้เรื่องเครื่องเสียงหรอกครับ เขาไม่รู้หรอกว่าช่างทำถูก หรือ ทำผิด เขาเป็นแค่ เถ้าแก่ หรือ อาเจ้ ก็เท่านั้นครับ แต่ถ้าเจอร้านแนวนี้ที่ช่างเก่งๆ ก็โชคดีไปครับ
2 ร้านเครื่องเสียงที่เน้นขายระบบ ส่วนมากจะเป็นร้านระดับกลางๆ ครับ เจ้าของร้านค่อนข้างจะอายุไม่มากแต่วิชาความรู้เยอะพอตัว เป็นร้านแนวใหม่เกิดขึ้นเยอะ ไม่ได้เน้นขายของ แต่เน้นระบบติดตั้งตามตำรา ร้านประเภทนี้ท่านสามารถซื้อของไปให้เขาติดตั้งได้ แต่ค่าแรงติดตั้ง และค่าอุปกรณ์ที่เขาใช้ในการติดตั้งจะแพงมากพอสมควรครับ เพราะเขาคิดค่าวิชาความรู้การในการติดตั้งของเขาครับ และ เขาอาจจะมีลูกน้อง 4-8 คน ขนาดร้านอาจจะเป็นร้านตึกแถว 3-4 ห้องติดกัน จอดรถได้ทีละ 4-5 คันในร้าน
ร้านประเภทนี้จะทำงานระบบนานหน่อยรถ 1 คันติดตั้งลำโพง แดมม์ประตู เปลี่ยนวิทยุ ใส่แอมม์ อาจจะใช้เวลา 3-7 วันทำงาน เพราะเขารับรถเข้าร้านตลอดแล้วค่อยๆทยอยทำไปเรื่อยๆ ครับ เร่งมากไม่ได้เดี่ยวงานไม่ดี
3 ร้านเครื่องเสียงระดับใหญ่ โฆษณาเยอะ มีบู๊ตใหญ่ๆในงานมอเตอร์โชว์ ออกงานทุกปี ไปเมื่อไหร่ เจอเมื่อนั้น ร้านประเภทนี้เขาทำธุรกิจ หลัก 100 ล้าน พันล้าน ครับ เขาเสียงค่าโฆษณา แต่ละปีไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้าน บาท เขามีโรงงาน หรือ พื้นที่การติดต้้งเครื่องเสียงที่ใหญ่มากๆรับรถได้ ที่ละ 20-30 คันสบายๆ ร้านประเภทนี้จะมีช่างที่ชำนาญการณ์ประจำอยู่ร้านละ 2-3 คน และมีช่างลูกมือ ช่างฝึกหัดอีก 20-30 คน บางร้านมีช่างและทีมงานติดตั้งเกือบ 100 คน รวมพนักงานขายหน้าร้านด้วยนะครับ
ร้านแนวนี้ ผมรับลองได้เลยว่าคุณแทบจะไม่ได้เจอเจ้าของร้านเลย เพราะเขาทำงานรูปแบบ บริษัท ครับ คนที่คุณคุยด้วยส่วนมากจะเป็น Sale หรือ หัวหน้าช่างซะส่วนมาก โอกาศที่จะเจอเจ้าของจริงอาจจะซัก 1 ในร้อยมั้งครับ เพราะเขารวยมากและเขาจ้างคนเยอะเลยไม่มีความจำเป็นต้องมาทำงานเองครับ
ร้านใหญ่ๆแบบนี้ ถ้าเจอทีมช่างที่ดีก็โชคดีไป ถ้าเจอทีมช่างที่ห่วยก็ห่วยแตกไปเลยครับ ราคาก็คงต้องแพงหน่อยเหมือนซื้อของตามห้าง Central / Paragon ย่อมแพงกว่าซื้อของตามร้านทั่วไป
เอาหละถ้าเป็นท่านจะเลือกแบบไหน หละครับ ตามประสพการณ์ของผมที่เป็นผู้บริโภคมาก่อน แรกๆผมก็จะเลือกร้านใหญ่ๆไวก่อนเพราะผมไม่มีความรู้ มากมาย มีแต่เงิน และความอยากที่จะเปลี่ยนเครื่องเสียงเท่านั้น ครับ ดังนั้นก็ต้องยอมซื้อของที่แพง เพราะคิดว่าจ่ายแพงแล้วต้องดี ตามราคา
พอติดตั้งเครื่องเสียงรถคันแรกเสร็จก็ใช้งานไปสักระยะเริ่มศึกษากันมากหน่อย อ่านหนังสือเยอะขึ้น เรียนรู้จากเวปไซค์ต่างๆ เริ่มพอมีความรู้บ้างก็จะเริ่มซื้อของเอง สเปคสินค้าเอง แล้ววิ่งไปหาร้านแบบที่ 2 คือ เน้นเจ้าของที่ไม่แก่มาก คุยเรื่องระบบรู้เรื่องเพราะมีความร้สึกว่าไฟแรงเหมือนกัน ร้อนวิชาเหมือนกันเราก็ศึกษามาเยอะ พอสมควร อยากจะรู้ว่าทำตามตำราเลย สายลำโพงใช้ของแพงเลย อุปกรณ์ต่างๆก็ใช้ของดีมี Brand ตามที่ศึกษามาทั้งหมด วัสดุในการติดตั้งก็เน้นของดี ไม้ลำโพงต้องเป็นไม้แท้เหมือนลำโพงบ้าน แจ็คต่อพ่วงต่างๆก็ต้องเป็นแจ็คทองคำบริสุทธิ์ สรุปทุกอย่างเอาดีที่สุด สเปคสูงหมดตามตำราพิชัยสงครามเสียค่าติดตั้งและอุปกรณ์ต่อเนื่องของการติดตั้งเต็มที่ เกือบๆ 3-4 เท่าของราคาอุปกรณ์หลักๆ ที่หาซื้อมาจากแหล่งที่คิดว่าถูกที่สุด ตอนซื้ออุปกรณ์หลักเช่นจอวิทยุ ลำโพง แอมม์ ก็หาซื้อจากร้านในเนต หรือ ร้านในตลาดขายส่งที่คิดว่าถูกที่สุด เท่าที่หาได้ เสียเวลาซื้อของ อยู่เกือบเดือน เสียค่าโทรศัพย์โทรสอบถาม ต่อรองราคา เสียค่าน้ำมันวิ่งไป 4 มุมโลกเพื่อหาของถูก แต่ยอมจ่าค่าติดตั้งที่แพงมากแบบลืมตัว เพราะร้อนวิชา และ คิดว่าน่าจะดี
สุดท้ายพอเริ่มมีอายุ มากขึ้น รถที่บ้านมี 3-4 คัน เริ่มถึงจุดๆที่เป็นผู้บริหาร มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง เวลาศึกษาเรื่องของแต่งรถน้อยลง เริ่มมีครอบครัว มีภรรยา มีลูก ก็จะเริ่มตั้งโจทย์อีกแบบครับ คราวนี้ไปหาร้านแบบที่ 1.1 ก็พอเพียง เจ้าของร้านทำเอง เจ้าของร้านมีความรู้แม่นยำพอสมควร ไม่ยัดเยียดสินค้า Over Spec มากมาย ไม่ทำอะไรที่เกินความจำเป็นเยอะ งบประมาณก็ลงตัวไม่แพงมากจนรับไม่ได้ เขาเรียกว่าสูงสุด คืนสู่สามัญครับ
ท้ายที่สุดอย่าลืมว่าเครื่องเสียงของรถของท่านไม่มีค่าอะไรเลยถ้าลงทุนไปแล้วเอามาฟังข่าว FM นะครับ และ ถ้าทำระบบลำโพง เครื่องเสียง แพงๆ แล้วเอามาดูการ์ตูนหนัง Copy 3 แผ่นร้อยเสียงแปลไทยอีกต่างหาก รับลองผมว่าไม่มีทางคุ้มครับ เสียเงินค่าเครื่องเสียง 1 แสนบาทแต่ใช้จริง 2 หมื่นบาท แล้วจะจ่ายแพงไปเพื่ออะไร หละครับ ที่สำคัญที่สุดนึกถึงตอนจะขายรถด้วยนะครับ เครื่องเสียงในรถของท่านจะไม่มีค่าแม้แต่บาทเดียวตอนที่ท่านขายรถนะครับ ราคาขายรถมือ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับราคาชุดเครื่องเสียงในรถของท่านเลยครับ คนที่จะซื้อรถมือ2 ส่วนมากจะไม่ชอบรถแต่งมาเยอะๆ เขาจะชอบรถสแตนดาร์ทมากกว่า ครับ
สุดท้ายจริงๆเลยนะครับ บางร้านเอาคนพิการทางหู คือหูไม่ค่อยดี มาติดตั้งเครื่องเสียง แล้วเขาจะจูนเสียงให้ท่านได้อย่างไร ครับ บางร้านเอาคนที่มีประวัติเสพยาเสพติดมาก่อน เป็นวัยรุ่นไม่เรียนหนังสือมาขายของให้ท่าน ท่านจะไว้ใจเขาได้ยังไงในการจัดชุดเครื่องเสียงตามงบประมาณที่ท่านมี ท่านคิดหรือว่าจะได้ของที่ดีที่สุดสำหรับท่านหละครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น