วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำเครื่องเสียงรถยนต์ใหม่โดยการใช้วิทยุเดิมดีหรือเปล่า


มีหลายๆคนที่อยากจะอัพระบบเสียง ระบบลำโพงให้มีมิติที่ดีกว่าของเดิมที่ติดรถมา แต่ไม่อยากจะเปลี่ยนฟร้อน ถามว่าทำได้ไหม ตอบเลยว่าได้แน่นอน 1000% แต่จะดีหรือไม่ดี อันนี้ลองอ่านดูกันนะ 


สิ่งที่จะโพสต่อไปนี้อาจจะไม่ถูกใจร้านเครื่องเสียงต่างๆ หรืออาจจะไม่ถูกใจ ใครคนใด คนหนึ่งก็ต้องขออภัยนะครับ ผมแค่พูดความจริง แบบตรงไป ตรงมา จากประสพการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองครับ ไม่ได้ Copy คำพูดใครมา ไม่ได้ Copy จากนักเขียนระดับเซียนคนไหน แล้วมาเติมต่อ ห้อยท้าย และลงลายเซ็นต์ นะครับ ประสพการณ์จริงล้วนๆ 

ปัจจัยแรกๆเลยที่ต้องรู้คือ ฟร้อนเดิมติดรถ Honda/Toyota/Nissan ส่วนมากจะเป็น Panasonic / Fujisu Ten และ Pioneer รุ่นต่ำสุด เพื่อประหยัดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ดังนั้นระบบ Power และ หัวอ่านที่ให้มาย่อมเป็น รุ่น Standard โรงงาน ตามที่ต้นทุนถูกจำกัดไว้โดยค่ายรถต่างๆ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครับ ผมเองไม่อยากจะบอกทุนในการทำวิทยุให้เพื่อนๆอ่านเดี่ยวตกใจว่าทำไมต้นทุนมันต่ำได้ขนาดนี้ เชื่อหรือไม่ว่า ต้นทุนจริงๆจากโรงงานวิทยุ ทำวิทยุรถยนต์เล่น CD/MP3/USB รวมหน้ากากรถรุ่นไหนๆก็ช่างเถอะ ต้นทุนออกมาจากโรงงานไม่เกิน 2-3 พันบาทครับ เพราะเขาผลิตแต่ละ Lot ประมาณ 5000-10000 เครื่องครับ ไม่ได้สั่งที่ละ 10 หรือ ทีละ 100 เครื่องครับ หลังๆ ทำมาจากเมืองจีน Made in China อีกต่างหากในบางรุ่น บางยี่ห้อนะครับ ขอไม่ระบุดีกว่า แกะมาดูเองแล้วกันนะ 


เชื่อหรือไม่ว่า ฟร้อน DVD+GPS+Bluethooth +USB+สาย IPOD ที่ทำมาจากเมืองจีน ขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว หรือ 8 นิ้ว นะ ต้นทุนโรงงาน ประมาณ 5-6 พันบาทเองครับ ราคาขายส่งมาที่ เมืองไทย หรือหลายๆประเทศ ประมาณ 8-9 พันบาทรวมค่าขนส่งครับ คิดดูซิว่าเราจะได้ของคุณภาพประมาณไหน ครับ 

เอาหละคุยเรื่องฟร้อนตั้งยาวประเด็นคืออะไร ประเด็นคือ ระบบเครื่องเสียงที่ดี เริ่มจากต้นน้ำ ต้นทาง ของเสียงคือฟร้อนครับ สมมุติเราเอาฟร้อนที่ต้นทุนต่ำ หัวอ่าน standard ทั่วไป 18-20 bit กำลังขับ 20-25 วัตต์ แล้วเอามาขับลำโพงดีๆ แอมม์ดีๆ SUB ดีๆ อาการจะได้ประมาณไหน ครับ ลองจินตนาการณ์ดูนะครับ 

สเต็ปต่อมาเวลาคุณเดินก้าวเข้าไปในร้านเครื่องเสียงร้านไหนก็ได้ แล้วแจ้งความต้องการว่าต้องการอัพระบบลำโพงเพราะลำโพงเดิมมันห่วยแตก อยากได้มิติเสียงที่ดี เบสกระชับไม่บวม คนนั้งหลังก็ต้องได้ยินเสียงใสๆ เท่ากับคนนั่งหน้า สิ่งที่จะตอบโจทย์คุณก็คือ 
ลำโพง + แอมม์ + SUB นั้นหละครับ แต่สิ่งที่ ร้านเครื่องเสียงส่วนมากจะแนะนำนะครับ

1 ฟร้อนคุณต้องใส่ Adapter Hi-Lo เพื่อที่จะเพิ่มแอมม์ ครับ เพราะฟร้อนเดิมขับลำโพงใหม่ที่กินวัตต์สูงๆไม่ค่อยจะออก ( ประเด็นนี้เป็นความจริงครับ ไม่ต้องสืบ )

2 ฟร้อนคุณต้องใส่ ปรีแอมม์ หรือ ไม่ก็ Processor เพื่อปรับแต่งเสียงให้ดีกว่าเดิม หลากหลายกว่าเดิม สะดวกและสนุก ( ประเด็นนี้เริ่มจะโดนตีหัว ฟันเละแล้วหละครับพี่น้องเตรียมเงินเยอะๆหน่อยนะ ) 

3 รถคุณต้องแดมม์ทั้งคัน และการแดมม์แต่ละจุดต้องแดมม์ 2-3 ชั้น เพื่อความหนานุ่ม และ เก็บเสียงให้เงียบ ( ก็พอมีเหตุผลบ้าง แต่จริงๆแล้วแดมม์เฉพาะตรงจุดที่มีลำโพงก็พอ และ แดมม์ ชั้นเดียวก็พอ ครับ แดมม์มากไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ไม่แตกต่างครับ รถผมเองก็โดนแดมม์มาทั้งคันสมัยก่อนนั้นใช้แผ่นแดมม์ 25 แผ่นครับ แบกน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 50 กิโล ครับ เปลืองน้ำมันและ ไม่ได้เงียบอะไรเลย เสียงยางก็ยังดังเข้ามาในรถเหมือนเดิม )

ต่อมาการเลือกลำโพง ครับ การเลือกลำโพงที่ดี คืออะไร ครับ ถ้าถามผมนะ การเลือกลำโพงที่ดีคือ การเลือกตามสไตล์ที่เราฟังครับ ไม่ได้เลือกจาก Promotion ชุด แนะนำ หรือ เลือกจากเงินในกระเป๋า นะครับ ก่อนอื่นต้องตัดสินใจเองให้ชัวร์ๆว่าชอบแนวไหน เช่น ขอบแนวใสๆ โปร่ง ๆ หรือ ชอบนุ่มๆ ฟังสบายๆ หรือ ชอบสนุกๆ จี๊ดจ๊าด บางคนชอบเปิดดังๆ บางคนชอบเปิดเรื่อยๆ ชิวๆ อันนี้ต้องตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ก่อนนะครับ อย่าหลอกตัวเอง นะครับ เช่นปกติฟังเพลงลูกทุ่งก็บอกไปเลยว่าชอบลูกทุ่งไม่ต้องอายครับ ปกติชอบแนว Rock / คาราบาว ก็บอกไปเลยว่าชอบแนว นี้ เพราะ ลำโพงแต่ละยี่ห้อมีสไตล์เสียงที่แตกต่างกันครับ ลำโพงบางยี่ห้อเหมาะสำหรับเพลงสนุกๆ เสียงใสจะจี๊ดจ๊าด เสียงเบสจะหนักตุบๆๆ ลำโพงแนวนี้ ถ้าคนที่ชอบแนวเพลง POP /Bossa จะไม่ชอบครับ เพราะคนที่ฟังแนว ชิวๆ จะชอบลำโพงอีกสไตล์ ครับ บางคนไม่ชอบเสียงใสๆ เพราะฟังนานๆแล้วแสบแก้วหู บางคนชอบเสียงร้องเด่นๆ หนาๆ เสียงดนตรีคลอๆพอหวานๆ บางคนชอบรายละเอียดสูงๆ มากๆ ระยิบระยับ ประมาณนั้น ครับ พอตอบโจทย์ตัวเองได้แล้ว ก็ต้องหาลองฟังครับ ลองฟังหลายๆร้าน และถ้ามีให้ลองในรถเลยยิ่งดีครับ เพราะลำโพงที่ฟังในร้าน ในห้องลองมักจะดีกว่าติดตั้งในรถด้วยปัจจัยสภาพแวดล้อมและพื้นที่ ครับ 

พอรู้แล้วว่าตัวเองชอบแนวไหน ก็ลองสอบถามดูว่าลำโพงที่ทางร้านมีนะตอบโจทย์ไหม ?? ชุดโปรโมชั่นเหมาะกับเราไหม ?? ค่อยๆเลือกกันไปครับ

มาเรื่องแอมม์ ครับ แอมม์ มีหน้าที่หลักคือขยายกำลังขับให้มีมากกว่าเดิม และ หน้าที่รองของแอมม์ คือกรองเสียงและปรับปรุงเสียงของลำโพงให้ดีกว่าเดิม คือตัดเสียงรบกวนออกด้วยนะครับ การเลือกแอมม์ ต้องมีประสพการณ์ครับ แต่จากประสพการณ์ล้วนๆ เลยครับ แอมม์ ที่ราคา 2-6 พัน บาท 4 channel มักจะเป็นแอมม์ แนวเน้นพลังเยอะเป็นหลัก ไม่ได้เน้นที่ความกลมกล่อมไพเราะของสัญญาณเสียงแต่ละความถี่ ครับ ส่วนมากพวกที่นิยม SPL คือเปิดดังๆ เอามัน เขาชอบใช้กันครับ แอมม์ ระดับราคา 7 พัน- 1 หมื่นบาทเริ่มจะได้แนว SQ มากขึ้นครับ คือเริ่มเน้นที่รายละเอียดเสียงและพลังงานที่กำลังดีเหมาะสำหรับลำโพงแต่ละรุ่น ครับ ( เทคนิคนิดหน่อยนะครับ เลือกลำโพงก่อนแล้วค่อยหาแอมม์ นะครับ จะได้รู้ว่าลำโพงที่ตัวเองเลือกนะเป็นแนวไหน และต้องการแอมม์ กำลังขับเท่าไหร่) 
ถ้าแอมม์ ราคา 1 หมื่นขึ้นไป - 2 หมื่น เป็นแอมม์ ที่ได้ทั้งพลังขับ และ คุณภาพเสียงที่ดีครับส่วนมากจะจบที่ ระดับนี้ครับไม่ค่อยมีปัญหาว่าแอมม์เสีย ตอนเปิดดังๆ อัดๆเป็นเวลานานๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเสียง วี๊ด เสียงซ่ารบกวน และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคุณภาพความคงทนครับ 


พอได้แอมม์เสร็จก็ต้องมาดูงานระบบติดตั้งครับ งานระบบติดตั้งที่ดีต้องใช้ของที่มีคุณภาพ มาตราฐาน ครับ คำว่ามาตราฐานคือตามหลักวิชาการครับ เช่น สายลำโพงขนาดเบอร์ 8-10 ก็เพียงพอ บางคนใช้สายเบอร์ 4-6 ใหญ่เกินไปครับ เสียงกำลังขับของแอมม์ไปเปล่าๆ และ สายสัญญาณ ต้องเป็นสายทองแดงแท้ ครับ ซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อทั้งดังและไม่ดังครับ สายดังๆมักจะแพงๆ สายที่ไม่ดังมักจะถูก ของถูกใช่ว่าไม่ดีนะครับ ของแพงใช่ว่าจะดี นะคับสำหรับสายลำโพง และสายสัญญาณ ต้องเลือกตามดุลพินิจส่วนตัวครับ ผมแนะนำว่าอย่าใช้ของแพง โอเวอร์สเปค ครับ ใช้ของที่มีได้คุณภาพสแตนดาร์ท มาตราฐานก็พอครับ สายลำโพงเมตรละ 80-100 บาทก็พอเพียงครับ บางคนเล่นสายลำโพงเมตรละ 1-2 พันบาท บางคนเล่นสายเมตรละ 1 หมื่นบาทก็มีครับ แล้วแต่งบก็แล้วกันครับ หูเทพมากก็เสียเงินเยอะหน่อยนะครับ บอกอีกอย่างนะครับ การใช้สายแพงๆ กับการใช้สายราคามีเหตุผลแต่ได้ตรงตามสเปค ถ้าเราเข้าไปฟังเปรียบเทียบแบบคนทั่วๆไปอาจจะเห็นความแตกต่างนิดหน่อยครับ ไม่มาก บางคนก็แยกแยะไม่ออกถ้าเจ้าของรถไม่อธิบายว่าใส่อะไรไปบ้างนะครับ 

อุปกรณ์หลักๆก็ครบแล้วคราวนี้ก็มาดูที่งานติดตั้งครับ ดูช่างที่ชำนาญการแงะ แกะ โดยไม่มีริ้วรอยมาแถม การเก็บสายไฟ สายสัญญาณที่ดูเรียบร้อย เป็นระเบียบ และ ไม่เกะกะ รกๆ ถือว่าใช้ได้ครับ บางร้านอาจจะทำออกมาดูสวยงาม ก็แล้วแต่ชอบครับ แต่ก็แพงครับ ส่วนตัวผมเน้น สแตนดาร์ท มาตราฐาน ก็พอเพียงครับ ไม่มีปัญหาเรื่อง วี๊ด เรื่องซ่าก็ถือว่าจบ ที่สำคัญที่สุดตอนประกอบกับไปไม่มีเสียงดังก๊อกแก๊ก น่ารำคาญใจก็ลงตัวครับ ช่างที่ชำนาญการทุกคนเขารู้ดีว่าการต่อระบบไฟลำโพงรถยนต์ทำอย่างไรให้ถูกต้องครับ เช่นสายไฟ บวก สายไฟลบ สายกราวด์ ต้องแยกสี ต้องแยกตัวหุ้มอย่างชัดเจนอันนี้เป็นเรื่องมาตราฐานทั่วไป ครับ ใครๆก็ทำกันคล้ายๆกันไม่แตกต่างครับ 

การใช้สเปเซอร์ลองลำโพง บางร้านตัดไม้ หุ้มหนัง บางร้านตัดไม้พ้นสี บางร้านใช้สเปเซอร์พลาสติดกันน้ำ คุณภาพเสียงไม่แตกต่างครับ เหมือนกัน 100% ครับ อยู่ที่ความสวยงามมากกว่าแต่สเปเซอร์พวกนี้จะอยู่ด้านในกรอบประตู เราจะมองไม่เห็นหรอกครับ อยู่ติดกับโคลงสร้างประตูรถเลย ใช้ของแพงไปก็เท่านั้นหละครับ เหมือนกันคุณภาพไม่แตกต่าง

กระบอกฟิว บางร้านใช้ยี่ห้อดังมากราคาหลักพัน บางร้านใช้ no name ราคาหลักร้อย แต่ขนาดฟิวเท่ากันคือ 15 แอมม์ 25 แอมม์ 40 แอมม์ 50 แอมม์ ผมถือว่าเท่ากันครับ เหมือนคุณซือนาฬิกายี่ห้อดังๆ กับนาฬิกายี้ห้อไม่ดัง มันก็เดินตรงเวลาเหมือนกัน หรืออาจจะไม่ตรงเวลาคล้ายๆกันครับ ไม่แตกต่างครับ 

การตีตู้ ใส่ SUB ท้ายรถ บางคนก็บอกว่าตู้เปิดดี ตู้แบนพาสดี บางคนก็ชอบตู้ปิด บางคนชอบตู้ไม้ บางคนชอบตู้อะคลีลิค ผมบอกได้เลยว่าการตีตู้มันมีสูตรสำเร็จเรื่องปริมาตรของตู้ครับ ถ้าเราตัดความสวยงามออกไปก่อนนะครับ ปริมาตรของตู้ต้องถูกต้องตามหลักการครับเช่น SUB 10 นิ้วต้องมีปริมาตรเท่าไหร่ ถ้าเป็นตูปิด และ ถ้าเป็นตู้เปิด อันนี้เปิดตำราได้ครับ มีสูตรสำเร็จ เอามาดัดแปลงเล็กน้อยแล้วแต่ยี่ห้อ SUB ครับ SUB บางยี่ห้อวอยย์แม่เหล็กใหญ่อาจจะต้องการปริมาตรตู้ที่เยอะกว่ามาตราฐานนิดหน่อย+- 5% ครับ ไม่เยอะครับ 

ถ้าตีตู้ได้ปริมตราตามหลักวิชาการแล้วเสียงย่อมออกมาดีครับ หลังจากนั้นก็มาดูความสวยงามหละครับ ยิ่งสวยมากๆ ก็ยิ่งแพงแล้วแต่งบ แล้วแต่ชอบนะ บางคนชอบเน้น Sound ท้ายสวยๆ มีไฟ LED สาดแสงแดง ฟ้า ส้ม เขียว บางคนชอบ ตู้อะคลิลิโชว์ระบบสายไฟ และ โชว์แม่เหล็กของ SUB ก็แล้วแต่ครับ แต่เงินทั้งนั้นนะครับ จะไปเปิดตู้โชว์ใครเหรอครับ ปกติขับรถก็ปิดฝากระโปรงท้ายกันนะครับ 55 

พอทำเสร็จทุกอย่าง ปรากฎว่า เสียงไม่ใช่แบบที่ต้องการ 555 ไม่คุ้มกับการเสียเงินไป งานเข้าครับ ย้อนกลับไปคิดใหม่เลยตั้งแต่ต้นครับ ว่า เสียงที่ดีเริ่มจากต้นทาง เสียงครับ บางคนใส่ลำโพงขั้นเทพ ใส่Processor ระดับ 2-3 หมื่นบาท ใส่ทุกอย่างดีเลิศลงทุนหลัก 1-2 แสนบาท แต่ทำไมเสียงได้แค่นี้เองเหรอ ครับ น่าสงสัยนะ จะโทษใครหละครับ ร้านเครื่องเสียงหลอกคุณหรือเปล่า หรือคุณตัดสินใจเองหละครับ ผมถึงบอกได้เลยว่า การอัพเครื่องเสียง กับฟร้อนเดิมนะทำได้ แน่ๆๆ ไม่มีปัญหา ถ้าทำระบบทุกอย่างดีครับ ร้านไหนๆก็ทำได้ แต่เสียงจะดี หรือไม่ดี อันนี้พูดยาก บางคนก็จบด้วยดี บางคนก็ดิ้นรนต่อไปหาทางตัวเองไม่เจอ เสียเงินไปเรื่อยๆ ครับ 

ลองอ่านดูนะครับ แล้วค่อยๆคิดว่า จะทำดีไหม จะลงเงินเท่าไหร่ ได้ดีมากน้อยแค่ไหน 

2 ความคิดเห็น: